นานๆที
จะเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวนะครับเดี๋ยวนี้
วันนี้มาคุยเรื่องการศึกษากันดีกว่า
เป็นที่น่าแปลกใจ
ผมพบว่าแทบทุกครั้งที่มีการให้โอวาทเด็กวัยเรียน
มักจะมีคำว่า
ตั้งใจเรียน
ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน
ขอให้เรียนเก่งๆ
ตั้งใจเรียนให้เก่งๆ
เก่งตั้งขอเรียนใจให้
อะไรต่อมิอะไรที่แปลไปในทางเดียวกันว่า
มึงมีหน้าที่ก้มหน้าก้มตาเรียนอย่างเดียวนะไอ้ตูด
ไม่รู้ว่าประเทศอื่นเค้าเป็นอย่างนี้กันมั้ย
แต่น่าเศร้านะครับที่เด็กๆแถวบ้านเรา
มักถูกกดดันแบบทีละเล็กทีละน้อยให้ต้องเรียนตลอดเวลา
ผลที่ได้ออกมาคือโรงเรียนกวดวิชาล้นประเทศ
ไม่เข้าใจเด็กสมัยก่อนที่โตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่สมัยนี้
ก็ไม่เห็นต้องไปเรียนกวดวิชาห่าเหวอะไร
มันก็โตขึ้นมากันได้
ดูแล้วก็ท่าทางจะฉลาดๆกันทั้งนั้นนี่
บางครั้งผมก็นึกย้อนกลับไปถึงตัวเอง
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่แห่ไปโรงเีรียนกวดวิชาตามกระแสนิยม
แต่ไม่นานผมก็เบื่อ
ข้างนอกนั่น ตอนเย็นๆ
มีอะไรอีกมากมายที่น่าสนใจ น่าเรียนรู้
และมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันมากกว่าสมการล็อกการิธึ่ม
แน่นอน ผมถอนตัวอย่างรวดเร็ว
กระทั่งตอนเตรียมเอ็นทรานซ์
ผมก็ไม่เข้าใจว่าเพื่อนๆครับ
มึงจะหน้าดำคร่ำเครียดไปทำไมนักหนา
ในเมื่อไอ้ที่อ่านๆอัดๆเข้าไปนั้น
หลังเอ็นท์ก็ลืมราบคาบ
แล้วไอ้คณะหรือมหาวิทยาลัยที่อยากเข้ากันนักหนานั้น
มันตอบโจทย์ของชีวิตได้จริงรึเปล่า
หรือเป็นเพียงกระแสนิยม
การศึกษาให้อะไรกับเราบ้าง
แน่นอนความรู้พื้นฐานสำหรับการประกอบอาชีพ
และความรู้พื้นฐานสำหรับการประกอบกันเป็นสังคม
แต่สิ่งที่เราตั้งหน้าตั้งตาร่ำเรียนกันเป็นสิบปีนั้นจำเป็นจริงๆหรือ
หรือแค่เพราะเค้าบอกให้เรียนก็เลยเรียนๆไป
แค่เพราะเค้าว่ากันว่ามันดี มันก็เลยต้องดี
ผมไม่แน่ใจ และผมก็ไม่เชื่อมัน
ในเมื่อแม้แต่ตัวหนังสือเรียนเอง
ยังพยายามโกหกเราตั้งหลายอย่าง
ในปัญหาหลายข้อ หนังสือเรียนก็ตอบเราอย่างคลุมเครือ
เราต้องหัดคัดภาษาอังกฤษตัวเขียน
ทั้งที่มันเป็นแค่ลายมือแบบที่คนอังกฤษใช้กัน
แต่เรากลับถูกบังคับให้ลอกเลียนลายมือคนอื่น
ลอกกระทั่งน้ำหนักของเส้น
ในคาบแนะแนว
หลายครั้งที่อาจารย์ให้ทำแบบทดสอบว่าเราเหมาะจะเป็นอะไร
แต่ไม่ได้บอกว่าเราควรจะทำยังไงถึงจะเป็นในสิ่งที่เราต้องการได้ดี
แม้แต่ตอนที่มีรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยอื่นมาบ่นงึมงำึ
เชียร์ให้เข้ามหาวิทยาลัยของตน
ก็ไม่แทบไม่เคยแจกแจงว่า
แต่ละคณะที่เราจะเข้า
แต่ละสายงานที่เราอยากเดินไป
เราต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง
ในหนังสือเรียนสังคมศึกษา
นี่คือประวัติศาสตร์ทีคนกลุ่มหนึ่งจัดมา
เพื่อให้เราเชื่ออย่างนั้น
หรือแม้แต่ในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์
ศาสตร์แห่งการแตกฉานลึกซึ้ง
สิ่งที่หนังสือเรียนมีให้
มีเพียงแผนที่ดวงดาวซึ่งผิดเสกลอย่างใหญ่หลวง
ข้อมูลชั้นหินที่ไม่บอกว่ามันมีประโยชน์ต่อชีวิตอย่างไร
สมการทางฟิสิกส์ซึ่งยุ่งยากมากมาย
ให้เราท่องจำแต่ไม่มีส่วนในสนับสนุนในการนำไปสานต่อ
และอีกสารพัดสารพันบลาบลาบลา
อันเต็มไปด้วยกรอบทางความคิด
แต่ถึงอย่างนั้นการศึกษาก็ยังสำคัญ
เพราะพวกเขาเหล่านั้นบอกว่ามันสำคัญ
และเมื่อเราโตขึ้น
ฌราก็จะกลายเป็นพวกเขาเหล่านั้น
ที่เชื่อว่ามันสำคัญ
แล้วสั่งให้คนรุ่นต่อไปทำตาม
ที่ผิดคงไม่ใช่การศึกษา
แต่น่าจะเป็นเนื้อหาข้างใน
และวิธีที่เราให้ความสำคัญกับมัน
ผมเองเคยให้โอวาทผู้ที่อ่อนวัยกว่าอยู่บ้าง
ไม่เคยมีครั้งไหนที่ผมพูดถึงการศึกษา
มันเป็นเรื่องของแต่ละคนไม่ใช่เหรอ
ที่เค้าอยากจะศึกษา หรือเรียนรู้อะไร
มันควรเป็นการตัดสินใจของเค้า
ที่จะเลือกแตกฉานในเรื่องใด
ทุกครั้งผมจะบอกเด็กพวกนั้นว่า
เป็นตัวของตัวเองนะ
ทำใจให้เข้มแข็งไว้นะ
พกถุงยางด้วยนะ
อย่าแซงคิวชาวบ้านนะ
น่าแปลกจริงๆ
ที่ไม่ค่อยมีใครพยายามย้ำเตือนเด็กๆ
ปลูกฝังให้ซึมซับถึงสิ่งเหล่านี้เลย
ทุกวันนี้เราจึงมีเด็กเรียนเก่ง
ที่ชอบแย่งขึ้นรถไฟฟ้าก่อนคนข้างในจะก้าวออกมา
หนอนหนังสือที่คุยโทรศัพท์ในโรงหนัง
นักเรียนดีเด่นที่กลับบ้านปุ๊บเปิดเว็บโป๊ปั๊บ
หรือบัณฑิตเกียรตินิยมที่ร้องขอรถสปอร์ตแลกปริญญา
ถ้าสักครั้งที่ผมจะกล่าวถึงเรื่องการศึกษา
ให้กับเด็กๆที่กำลังเรียนอยู่
ผมอยากจะบอกว่า
เลือกเรียนแต่พอดี
แล้วอย่าลืมบริหารจิตใจด้วยครับ